Trends ชากาแฟใหม่ มาแรง! แล้วผู้ประกอบการเก็บชากันยังไง

อัปเดตเทรนด์ธุรกิจชา-กาแฟล่าสุด ทั้งมูลค่าตลาดโลก การเกิดแบรนด์ใหม่ เทรนด์ผู้บริโภค และวิธีการเก็บรักษาชาและเมล็ดกาแฟให้คงคุณภาพความสดใหม่ ด้วยตัวช่วยอย่าง ซองกันชื้น และ ซองดูดออกซิเจน ที่ได้มาตรฐาน Food Grade (มี อย. และ Halal) เพื่อธุรกิจ SME ไทยไม่พลาดทุกกระแสร้อนแรงและรักษาสินค้าให้ดีที่สุด

ตลาดกาแฟโลกยังเติบโตต่อเนื่อง: ข้อมูลปี 2022 ชี้ว่ามูลค่าตลาดกาแฟทั่วโลกสูงถึง 433,600 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะโตเฉลี่ย 7.6% ต่อปี ในช่วง 2022-2025 (ข้อมูลจาก Moneybuffalo) สะท้อนความนิยมเครื่องดื่มกาแฟที่เพิ่มขึ้นหลังยุคโควิด ส่วนตลาดชาโลกก็ขยายตัวเช่นกัน โดยมูลค่าการผลิตชาอยู่กว่า 17,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และมูลค่าการค้าชาระหว่างประเทศประมาณ 9,500 ล้านดอลลาร์ ต่อปี (ข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ)

ข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจเผย เมื่อดู อันดับประเทศตลาดชาใหญ่ที่สุดของโลก (ยอดขายปี 2022) จีนครองอันดับ 1 ด้วยมูลค่ากว่า 99,800 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยอินเดีย (15,700 ล้านดอลลาร์) ญี่ปุ่น (14,500 ล้านดอลลาร์) สหรัฐอเมริกา (13,400 ล้านดอลลาร์) บราซิล (11,800 ล้านดอลลาร์) และตุรกี (11,800 ล้านดอลลาร์) ที่น่าสนใจคือ ไทยติดอันดับ 7 ของโลก แม้ไม่ใช่ชาติบริโภคชาหนัก แต่มีมูลค่าตลาดราว 5,700 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 196,000 ล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตลาดชาเพื่อการบริโภคในประเทศ

แผนภูมิตลาดชาโลก (2022)

7 อันดับประเทศตลาดชาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

(ยอดขายประจำปี 2022)

ข้อมูลมูลค่าตลาด (ล้านดอลลาร์)

อันดับ ประเทศ มูลค่าตลาด
7 ประเทศไทย $5,700
1 จีน $99,800
2 อินเดีย $15,700
3 ญี่ปุ่น $14,500
4 สหรัฐอเมริกา $13,400
5 บราซิล $11,800
6 ตุรกี $11,800

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

ฝั่ง ตลาดกาแฟไทย เองก็มีศักยภาพไม่น้อย ปี 2020 มีมูลค่าราว 64,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการบริโภคในบ้าน ~38,000 ล้านบาท และนอกบ้าน ~26,000 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจกาแฟไทยเติบโตต่อเนื่อง เห็นได้จาก Café Amazon ที่เป็นแบรนด์ไทย สามารถทำยอดขายและขยายสาขาทิ้งห่าง Starbucks ซึ่งเป็นเบอร์สองในไทยอย่างชัดเจน (ปี 2018 Amazon รายได้ 13,000 ล้านบาท มี 2,631 สาขา ส่วน Starbucks รายได้ 7,676 ล้านบาท 372 สาขา) กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ไทยก็แข็งแกร่งและตอบโจทย์ตลาดท้องถิ่นได้ดี

ในแง่ พฤติกรรมผู้บริโภค คนทั่วโลกดื่มกาแฟรวมกันประมาณ 2.25 พันล้านแก้วต่อวัน มีประชากรกว่า 1 พันล้านคนที่ดื่มกาแฟเป็นกิจวัตร (ประเทศที่ดื่มกาแฟต่อหัวมากที่สุดคือฟินแลนด์) ส่วน คนไทย เองก็นิยมกาแฟมากขึ้น โดยเฉลี่ยบริโภคถึง 300 แก้วต่อคนต่อปี เลยทีเดียว สอดคล้องกับภาพรวมตลาดเครื่องดื่มไทยที่เครื่องดื่มกาแฟคิดเป็น 11% ของปริมาณบริโภคเครื่องดื่มทั้งหมด (ปี 2023 ราว 1,570 ล้านลิตร แบ่งเป็นกาแฟร้อนชงสด ~1,367 ล้านลิตร และกาแฟพร้อมดื่ม 203 ล้านลิตร)

เทรนด์ใหม่ในอุตสาหกรรมชา

เปิดโลกชาใหม่: เทรนด์น่าจับตาในอุตสาหกรรมชาโลก

อุตสาหกรรมชากำลังก้าวสู่ยุคใหม่ พัฒนาจากเครื่องดื่มดั้งเดิม สู่สินค้าและประสบการณ์ที่หลากหลายเพื่อผู้บริโภครุ่นใหม่

ข้อมูลจากรายงานปี 2023 โดยสถาบันชาและกาแฟแห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

10 เทรนด์เด่นของธุรกิจชา (2021-2023)

รายงานได้สรุปเทรนด์สำคัญที่กำลังขับเคลื่อนตลาดชาทั่วโลก ซึ่งเน้นไปที่นวัตกรรม, ความยั่งยืน, สุขภาพ และประสบการณ์การดื่มชาที่แตกต่างออกไป มาดูกันว่ามีเทรนด์ไหนบ้างที่คุณควรรู้!

1. ชาเพื่อสุขภาพและความงาม (Health & Wellness Teas)

ผู้บริโภคหันมาสนใจชาที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ชาสมุนไพร, ชาที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง, และชาที่ช่วยผ่อนคลายหรือเพิ่มพลังงาน

2. ชาสมุนไพรและส่วนผสมแปลกใหม่ (Herbal & Exotic Blends)

การผสมผสานชาเข้ากับสมุนไพร ดอกไม้ หรือผลไม้แปลกใหม่ เพื่อสร้างรสชาติและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

3. ชาพร้อมดื่มและสะดวกซื้อ (Ready-to-Drink & Convenience)

ชาบรรจุขวดหรือกระป๋องที่สะดวกต่อการพกพาและดื่มได้ทุกที่ทุกเวลา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ

4. ชาที่มีที่มาและเรื่องราว (Origin & Storytelling)

ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของชา กระบวนการผลิต และเรื่องราวเบื้องหลัง ที่แสดงถึงความเป็นธรรมชาติและคุณภาพ

5. ชาออร์แกนิกและยั่งยืน (Organic & Sustainable Teas)

ความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ชาออร์แกนิกและผลิตภัณฑ์ชาที่ผลิตอย่างยั่งยืนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

6. ชาพรีเมียมและหายาก (Premium & Rare Teas)

ตลาดชาพรีเมียมยังคงเติบโต โดยเฉพาะชาหายาก ชาจากแหล่งผลิตพิเศษ หรือชาที่มีกระบวนการผลิตเฉพาะ

7. ชานวัตกรรมในอาหารและเครื่องดื่ม (Tea in F&B Innovation)

การนำชาไปเป็นส่วนผสมในอาหาร ขนมหวาน ค็อกเทล หรือเครื่องดื่มอื่นๆ เพื่อเพิ่มรสชาติและมิติใหม่

8. การปรับแต่งและ D.I.Y. ชา (Customization & DIY Tea)

ผู้บริโภคต้องการปรับแต่งรสชาติชาได้เอง หรือมีชุดชาชงเองที่บ้าน เพื่อประสบการณ์ส่วนตัว

9. ประสบการณ์ชาแบบดิจิทัล (Digital Tea Experience)

การนำเสนอชาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์, E-commerce, หรือแม้แต่ Virtual Tasting เพื่อเข้าถึงผู้บริโภค

10. ชาทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ (Alternative Tea Beverages)

ชาทางเลือก เช่น Kombucha, ชาไร้คาเฟอีน, หรือชาที่มีสารทดแทนน้ำตาล ตอบโจทย์ผู้ที่มองหาทางเลือกเพื่อสุขภาพ

ที่มา: สถาบันชาและกาแฟ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, รายงานปี 2023

ด้วยมูลค่าตลาดมหาศาลและเทรนด์ที่ดึงดูดใจ ทำให้ช่วงไม่กี่ปีมานี้เกิด แบรนด์ใหม่ ๆ ในวงการชาและกาแฟมากมาย ทั้งผู้เล่นรายใหญ่ขยายไลน์สินค้า และผู้ประกอบการรายย่อยที่กระโดดเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาด โดยเฉพาะในกลุ่ม เครื่องดื่มชานมไข่มุก และ คาเฟ่กาแฟ Specialty ที่โตตามกระแสนิยมของคนรุ่นใหม่

ในตลาดชา เราเห็นแฟรนไชส์ชาเกิดใหม่แทบทุกสัปดาห์ช่วงกระแสบูม ขณะเดียวกันก็จากไปภายในไม่กี่ปีหากตามเทรนด์ไม่ทันหรือคุณภาพไม่แน่นพอ แต่ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดนี้ ก็มีแบรนด์ที่ปรับตัวไวและอยู่รอดเติบโตได้อย่างน่าสนใจ คุณแทน-ทินกฤต สินทัตตโสภณ ผู้ก่อตั้ง Kamu Tea (คามุ คามุ) ให้สัมภาษณ์ว่าตลาดชานมไข่มุกที่สีสันจัดจ้านมักถูกมองเป็นแฟชั่นช่วงสั้น ๆ มีแบรนด์แจ้งเกิดตลอดเวลา ทว่าเคล็ดลับที่ทำให้ Kamu เติบโตยั่งยืนคือ การพัฒนานวัตกรรมสินค้า-บริการอย่างต่อเนื่อง และยืดหยุ่นตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเสมอ นี่สะท้อนว่าธุรกิจชาจะอยู่รอดได้ ต้องไม่หยุดนิ่งและสร้างความต่างให้แบรนด์มีเอกลักษณ์ในสายตาลูกค้า

สำหรับแบรนด์ชาไทยดั้งเดิมอย่าง ชาตรามือ ก็ไม่น้อยหน้า แม้ขายชามา 80 ปี แต่ปัจจุบันปรับภาพลักษณ์ทันสมัย เน้นขยายสาขาต่างประเทศและออกเมนูใหม่ ๆ เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยชาตรามือยังครองเจ้าตลาดชาไทยในประเทศอย่างเหนียวแน่นด้วยส่วนแบ่งกว่า 70% และตั้งเป้ารายได้แตะ 5,000 ล้านบาทในปี 2570 พร้อมทั้งเปิดร้านใน 11 ประเทศรวม 114 สาขาทั่วโลก สร้างกระแส “Thai Tea” ให้เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวต่างชาติมากขึ้น ถือเป็นตัวอย่างแบรนด์เก่าที่ปรับตัวเข้ากับเทรนด์ใหม่และโกอินเตอร์ได้อย่างน่าชื่นชม (ข้อมูลจาก marketeeronline)

SME Thailand Club ให้ข้อมูลว่า ด้านตลาดกาแฟ การแข่งขันก็ ร้อนแรงไม่แพ้กัน มีทั้งเชนข้ามชาติขยายตลาดและแบรนด์ไทยเติบโตขึ้นมาแย่งส่วนแบ่ง เช่น กรณี Café Amazon ที่กล่าวไป ซึ่งใช้เวลาเพียง 20 ปีขยายจากร้านเล็ก ๆ จนมีนับพันสาขาทั่วไทย แซงหน้าสตาร์บัคส์ กลายเป็นเชนกาแฟที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ช่วงเดียวกันก็เกิด ร้านกาแฟ Specialty รายย่อยมากมายที่นำเสนอเมล็ดคุณภาพและวิธีชงพิถีพิถัน เพื่อจับกลุ่มคอกาแฟรุ่นใหม่ แนวโน้มนี้ได้รับแรงหนุนจากคุณภาพเมล็ดกาแฟไทยที่ดีขึ้นมากด้วย – วัลลภ ปัสนานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย เผยว่ากาแฟไทยประเภท Specialty สามารถทำคะแนนทดสอบคุณภาพได้สูงเกิน 90 คะแนน มีบางล็อตประมูลขายได้ราคาสูงสุด 27,000 บาท/กก. เป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นระดับคะแนนและราคาที่ไม่แพ้กาแฟระดับโลกเล แสดงถึงการพัฒนาของวงการกาแฟไทยที่ก้าวสู่อุตสาหกรรมคุณภาพสูง

นอกจากนี้ เรายังเห็น แบรนด์ต่างชาติบุกตลาดไทย เช่น %Arabica, Tim Hortons, Blue Bottle Coffee ที่มาเปิดสาขาในกรุงเทพฯ เพราะมองเห็นว่าคนไทยมีกำลังซื้อและรสนิยมด้านกาแฟที่ซับซ้อนขึ้น การเข้ามาของผู้เล่นเหล่านี้เพิ่มตัวเลือกให้ผู้บริโภค แต่ก็เป็นแรงกระเพื่อมให้ผู้ประกอบการไทยต้องยกระดับคุณภาพและบริการเพื่อรักษาฐานลูกค้าเช่นกัน สรุปคือยุคนี้ไม่ว่าจะชาหรือกาแฟ “ใครดีใครอยู่” แบรนด์ที่ตอบโจทย์เทรนด์ได้ตรงใจและรักษามาตรฐานคุณภาพสูงจะเป็นผู้ชนะในสมรภูมิธุรกิจเครื่องดื่มที่มีมูลค่ามหาศาลนี้

สำหรับใบชาแห้ง ไม่ว่าจะเป็นชาเขียว ชาดำ ชาอู่หลง หรือชาไทย การเก็บรักษาที่ถูกต้องมีความสำคัญไม่แพ้กาแฟ เพราะใบชาสามารถเสื่อมคุณภาพ สูญเสียกลิ่นรส หรือปนเปื้อนเชื้อราได้ถ้าเก็บไม่ดี ใบชาเป็นอาหารแห้ง ที่มีคุณสมบัติ ดูดความชื้นจากอากาศ เข้าสู่ตัวเองอยู่ตลอดเวลา จนกว่าความชื้นในใบชาจะสมดุลกับความชื้นในอากาศรอบข้าง หากเราเก็บชาในภาชนะที่ไม่สนิท หรือปล่อยให้โดนอากาศชื้นนาน ๆ คุณภาพชาก็จะค่อย ๆ แย่ลงเรื่อย ๆ

ความชื้นคือศัตรูตัวฉกาจของใบชา – มาตรฐานสากลระบุว่าใบชาควรมีความชื้นไม่เกิน 10% แต่สำหรับประเทศไทย กฎหมายสาธารณสุขกำหนดเข้มงวดยิ่งขึ้นว่า ความชื้นในใบชาต้องไม่เกิน 7% และในทางปฏิบัติโรงงานผลิตชาจะพยายามอบใบชาให้ความชื้นเหลือประมาณ 5% หรือต่ำกว่านั้นเพื่อความปลอดภัย ดังนั้นหลังจากผลิตออกมาแห้งสนิทแล้ว หากระหว่างเก็บรักษาใบชาดูดความชื้นเพิ่มจนเกินระดับนี้ ก็มีโอกาสเกิด เชื้อรา และ กลิ่นอับ ได้ นอกจากนั้นความชื้นยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีที่ทำให้กลิ่นรสชาดั้งเดิมเปลี่ยนไป (เช่นชาเขียวจะสูญเสียความหอมสดชื่นเร็วขึ้น)

  • เก็บในภาชนะปิดสนิทและทึบแสง – ควรใช้กระปุกหรือถุงที่มีฝาปิดมิดชิด อากาศเข้าออกไม่ได้ และควรเป็นชนิดทึบแสงเพื่อกันไม่ให้แสงมาทำลายคุณภาพชา (เช่น กระปุกดีบุกหรืออะลูมิเนียม, ถุงฟอยล์ทึบแสงแบบซีล)
  • เก็บในที่แห้งและเย็น – เลือกที่เก็บที่ไม่มีความชื้นสูง ไม่มีไอระเหย เช่น ตู้เก็บอาหารแห้งในครัวที่ไม่ร้อนชื้น หลีกเลี่ยงเก็บใกล้เตา, ใกล้กาต้มน้ำ หรือจุดที่มีไอน้ำบ่อย ๆ อุณหภูมิห้องปกติที่เย็นสบายและไม่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิฉับพลันเหมาะที่สุด (ไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็น ยกเว้นชาบางชนิดที่ผู้ผลิตแนะนำเป็นพิเศษ)
  • หลีกเลี่ยงกลิ่นแรงและการปนเปื้อน – ไม่วางชาใกล้สิ่งของหรืออาหารที่มีกลิ่นแรง เพราะใบชาจะดูดกลิ่นเหล่านั้นเข้ามาไว้ในตัวเอง (ตัวอย่างเช่น หากเก็บชาใกล้เครื่องเทศกลิ่นฉุน ชาก็อาจมีกลิ่นเครื่องเทศปน) และที่สำคัญ ห้ามใช้ช้อนเปียกหรือมือที่มีความชื้นหยิบใบชา เพราะจะนำพาความชื้นและเชื้อโรคเข้าไปในภาชนะชา ควรใช้ช้อนแห้งสะอาดตักเท่านั้น

การเก็บรักษาชาที่ถูกวิธีจะทำให้ชาแห้งอยู่ได้นาน 1-2 ปีโดยยังมีคุณภาพดี (สำหรับชาประเภทไม่แต่งกลิ่น เช่น ชาอู่หลง ชาดำ ยิ่งเก็บบางครั้งรสชาติยิ่งนุ่มลึกขึ้นด้วยซ้ำ หากไม่มีความชื้นรบกวน) แต่สำหรับ ชาที่ผ่านการแต่งกลิ่นดอกไม้หรือผลไม้ เช่น ชากลิ่นมะลิ ชากลิ่นลิ้นจี่ แนะนำว่าควรใช้ให้หมดภายใน 6-12 เดือน เพราะกลิ่นแต่งจะจางลงตามเวลา

เช่นเดียวกับกาแฟ ตัวช่วยสำหรับการเก็บใบชา ให้สดใหม่คือการใช้ ซองกันชื้น ใส่รวมไปในภาชนะบรรจุชา เพื่อดูดซับความชื้นส่วนเกินที่เล็ดลอดเข้ามา โรงงานชาบางแห่งหรือผู้ขายชาระดับพรีเมียม มักจะใส่ซองกันชื้นขนาดเล็กลงไปในซองชา/กระปุกชาตั้งแต่ตอนบรรจุ เพื่อป้องกันปัญหาชาชื้นจับตัวหรือเกิดราขณะวางจำหน่าย ซองซิลิก้าเจล สามารถลดความชื้นสัมพัทธ์ในภาชนะปิดให้ต่ำลง ทำให้ใบชาแห้งสนิทยาวนาน ยืดอายุชาได้นานขึ้น และรักษากลิ่นหอมได้ดีขึ้นอีกด้วย (มีคำแนะนำจากผู้ใช้จริงว่าอาจติดซองกันชื้นเล็ก ๆ ไว้ที่ฝาขวดโหลชา/กาแฟเพื่อดูดความชื้น แต่ต้องหมั่นเปลี่ยนซองใหม่เมื่อซองอิ่มตัวแล้วเพื่อให้ได้ผลจริง) นอกจากนี้ หากต้องการเก็บชาให้ครบทั้งกลิ่นและรสชาติไม่ให้จางลงเลย การใช้ ซองดูดออกซิเจน ร่วมด้วยก็เป็นทางเลือก ซองดูด O₂ จะขจัดออกซิเจนที่เหลืออยู่ในภาชนะ ทำให้การเกิดปฏิกิริยา ออกซิเดชันในใบชา (โดยเฉพาะชาประเภทชาเขียว) ลดลงอย่างมาก ชาคงสีเขียวสวยและสารสำคัญในชาไม่ถูกทำลายเร็ว ชาจึงคงความสดใหม่ได้นานขึ้น และไม่มีเชื้อราหรือแมลงใด ๆ เจริญในสภาวะไร้อากาศนี้ (นิยมใช้กับชาบรรจุซองสุญญากาศแบบ refill ขายส่ง หรือชาแบบซองพร้อมชง)

แน่นอนว่าการใช้สารดูดความชื้นและดูดออกซิเจนกับอาหาร ต้องเลือกชนิดที่ปลอดภัย ผ่านการรับรอง Food Grade เช่นเดียวกับที่ใช้ในกาแฟ โชคดีที่ปัจจุบันมีผู้ผลิตไทยหลายรายที่จำหน่าย ซองกันชื้น/ ซองดูดออกซิเจน คุณภาพสูงสำหรับอาหารโดยเฉพาะ (รวมถึงผลิตภัณฑ์ของเราที่ได้มาตรฐาน อย. และฮาลาล) ผู้ประกอบการชาสามารถนำไปใช้เป็น จุดขายเรื่องคุณภาพ ได้เลยว่าชองคุณจะไม่มีปัญหาความชื้นหรือกลิ่นหืนมาให้กวนใจลูกค้า ดังคำกล่าวที่ว่า “สินค้าอาหารคุณภาพดี ต้องมาคู่กับบรรจุภัณฑ์คุณภาพเยี่ยม”

เทรนด์ “ชา-กาแฟใหม่” ที่มาแรงทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดชาเพื่อสุขภาพ ชาไทยที่ดังไกลทั่วโลก กาแฟพร้อมดื่มสุดสะดวก หรือเมนูกาแฟแปลกใหม่ ล้วนเป็น โอกาส ให้ผู้ประกอบการไทยได้สร้างสรรค์สินค้าและบริการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ อยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ การรักษาคุณภาพของวัตถุดิบชาและกาแฟให้อยู่ในระดับสูงสุด เพราะไม่ว่าเทรนด์จะเปลี่ยนไปเร็วแค่ไหน ผู้บริโภคก็ยังคาดหวังรสชาติความอร่อยและความปลอดภัยจากเครื่องดื่มแก้วโปรดของพวกเขาเสมอ

การลงทุนในบรรจุภัณฑ์ที่ดี การเก็บรักษาที่ถูกวิธี และการใช้ตัวช่วยอย่าง ซองกันชื้น และ ซองดูดออกซิเจน ที่ได้มาตรฐาน Food Grade จะช่วยให้สินค้าเครื่องดื่มของคุณคงความสดใหม่ได้นาน กลิ่นหอมและรสชาติยังตรึงใจลูกค้าเหมือนวันแรกที่ผลิตออกมา ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยสร้าง ความน่าเชื่อถือในแบรนด์ และ ความพึงพอใจ จนเกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อ เมื่อนำมาผนวกกับกระแสตลาดที่กำลังมาแรง ก็เปรียบเสมือนเรามีทั้งลมส่งใบเรือและเรือที่แข็งแรงพร้อมแล่น ธุรกิจของคุณก็จะสามารถคว้าโอกาสทองจากเทรนด์ชา-กาแฟใหม่นี้และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวได้แน่นอน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
Tel 094-820-5260 | Facebook Go-kyodai | LINEOFFICIAL

เลขที่ 90/237/238,หมู่บ้านเพล็กซ์บางนา หมู่ที่15
ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540
เวลาทำการ : วันจันทร์-ศุกร์ 09.00น. – 18.00น.
โทร.02-044-9188,02-044-9588

ปุ่ม CTA-lineOA

Prem Kosiswas
Writer Team Go-kyodai Co., Ltd.

Scroll to Top